
02
Sep
ไอซ์แลนด์
Vestrahorn Iceland เที่ยวภูเขาสุดอลังการริมทะเลดำแห่งไอซ์แลนด์
แลนด์มาร์กที่มีภูมิทัศน์โดดเด่นที่สุดของไอซ์แลนด์ Vestrahorn คือสถานที่ที่ไม่ควรพลาด โดยเฉพาะสำหรับสายถ่ายภาพและคนที่หลงใหลในธรรมชาติ เพราะที่นี่คือภูเขาสูงตระหง่านที่ตั้งอยู่ริมชายฝั่งมหาสมุทรแอตแลนติก รายล้อมด้วย หาดทรายสีดำ เนินทราย และทะเลกว้างสุดสายตา จนเกิดเป็นภาพที่ดูราวกับฉากในภาพยนตร์
Vestrahorn ตั้งอยู่บนคาบสมุทร Stokksnes ทางตะวันออกเฉียงใต้ของประเทศไอซ์แลนด์ ห่างจากเมือง Höfn เพียงประมาณ 10–15 นาทีโดยรถยนต์ ภูเขามีความสูงประมาณ 454 เมตร และมีลักษณะเป็นภูเขาหินขรุขระที่โดดเด่นขึ้นจากชายฝั่ง โดยองค์ประกอบทางธรณีวิทยาหลักประกอบด้วยหินแกบโบร (Gabbro) และแกรโนไฟร์ (Granophyre)
บริเวณนี้ไม่ได้มีเพียงความสวยงามทางธรรมชาติ แต่ยังมีเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ เพราะพื้นที่ Horn เคยเป็นหนึ่งในชุมชนยุคแรก ๆ ของไอซ์แลนด์ และบริเวณ Stokksnes เคยถูกใช้เป็นฐานทัพอังกฤษในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ก่อนที่ NATO จะเข้ามาติดตั้งสถานีเรดาร์ในเวลาต่อมา
ด้วยองค์ประกอบของ ภูเขาสีเข้ม + หาดทรายดำ + ทะเล + ท้องฟ้าที่เปลี่ยนแสงตลอดวัน ทำให้ Vestrahorn กลายเป็นหนึ่งในจุดถ่ายภาพที่มีชื่อเสียงของไอซ์แลนด์ และเป็นจุดหมายที่ควรเพิ่มไว้ในเส้นทางเที่ยวไอซ์แลนด์อย่างยิ่ง

จุดเด่นของ Vestrahorn
ภูเขา Vestrahorn สูงตระหง่านริมทะเล
จุดเด่นที่สุดคือภูเขา Vestrahorn ที่มีรูปทรงแหลมและสันเขาขรุขระ โดยตั้งอยู่ใกล้มหาสมุทรอย่างโดดเด่น ทำให้สามารถถ่ายภาพภูเขาคู่กับทะเลได้อย่างสวยงาม
หาดทรายสีดำ Stokksnes
พื้นที่รอบ ๆ Vestrahorn มีชายหาดทรายสีดำที่เกิดจากภูมิประเทศภูเขาไฟของไอซ์แลนด์ เมื่อแสงตกกระทบผืนทรายสีเข้ม จะสร้างคอนทราสต์กับภูเขาและท้องฟ้าได้อย่างน่าทึ่ง
เงาสะท้อนบนผืนน้ำ
ในวันที่สภาพอากาศเหมาะสม บริเวณชายหาดและแอ่งน้ำตื้นสามารถเกิดเงาสะท้อนของ Vestrahorn ทำให้ได้ภาพภูเขาแบบสมมาตร ซึ่งเป็นหนึ่งในมุมยอดนิยมของนักถ่ายภาพ
Viking Village
อีกหนึ่งไฮไลต์คือ Viking Village หมู่บ้านไวกิ้งจำลองที่ตั้งอยู่บริเวณเชิงเขา เดิมสร้างขึ้นเพื่อใช้เป็นฉากถ่ายทำภาพยนตร์ ก่อนจะกลายเป็นจุดท่องเที่ยวที่นักเดินทางสามารถเข้าไปชมและถ่ายรูปได้ ปัจจุบันยังมีเรือไวกิ้งอยู่บริเวณใกล้หมู่บ้านด้วย
อาจพบแมวน้ำตามชายฝั่ง
หากโชคดี นักท่องเที่ยวอาจพบแมวน้ำพักผ่อนอยู่บริเวณชายหาด แต่การพบเห็นไม่สามารถรับประกันได้
เวลาเปิด-ปิด และค่าเข้าชม
พื้นที่ Vestrahorn/Stokksnes อยู่บนที่ดินส่วนบุคคล จึงมี ค่าเข้าชมสำหรับการเดินทางเข้าไปยังชายหาดและจุดชมวิว
ค่าเข้าชม: ประมาณ 1,100 ISK/คน
เด็กอายุต่ำกว่า 16 ปี: เข้าฟรี
สามารถซื้อตั๋วได้ที่ Viking Café ในช่วงเวลาเปิดทำการ หรือใช้ตู้จำหน่ายตั๋วแบบบริการตนเองนอกคาเฟ่ได้หากเดินทางมานอกเวลาเปิดทำการ โดยข้อมูลปัจจุบันของผู้ดูแลพื้นที่ระบุว่า Viking Café เปิดประมาณ 07:30–22:00 น. ส่วนตู้จำหน่ายตั๋วเปิดให้บริการนอกช่วงดังกล่าวด้วย
หมายเหตุ: เวลาและราคาสามารถเปลี่ยนแปลงตามฤดูกาลหรือผู้ดูแลพื้นที่ แนะนำตรวจสอบก่อนเดินทางอีกครั้ง

วิธีการเดินทางไป Vestrahorn
เดินทางด้วยรถยนต์
วิธีที่สะดวกที่สุดคือ เช่ารถขับเที่ยวเอง เนื่องจากบริเวณ Stokksnes ไม่ได้มีระบบขนส่งสาธารณะที่สะดวกสำหรับนักท่องเที่ยว
* จากเมือง Höfn → ประมาณ 15 กิโลเมตร หรือราว 15 นาที
* จาก Reykjavík → ประมาณ 460 กิโลเมตร ใช้เวลาขับประมาณ 6 ชั่วโมง
* จาก Jökulsárlón Glacier Lagoon → ประมาณ 90 กิโลเมตร ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง 15 นาที
หากขับมาจาก Höfn ให้ใช้ Route 1 (Ring Road) แล้วเลี้ยวเข้าสู่ถนนไปยัง Stokksnes/Viking Café จากนั้นจึงเดินทางต่อไปยังบริเวณชายหาดและจุดชมวิว
ถนนช่วงเข้าสู่ Stokksnes เป็นถนนกรวด จึงควรขับด้วยความระมัดระวัง โดยเฉพาะช่วงที่มีลมแรงหรือสภาพอากาศไม่ดี ทั้งนี้ผู้ดูแลพื้นที่ระบุว่าโดยทั่วไป ไม่จำเป็นต้องใช้รถ 4x4 เพื่อเดินทางไป Vestrahorn แต่ฤดูหนาวที่มีหิมะหนักอาจจำเป็นต้องใช้รถที่เหมาะสมกับสภาพถนน

ช่วงเวลาท่องเที่ยวแนะนำ
ฤดูร้อน — มิถุนายน–สิงหาคม
เหมาะสำหรับผู้ที่อยากเดินเล่นและถ่ายภาพภูเขากับชายหาดโดยไม่ต้องเผชิญสภาพอากาศหนาวจัดมากนัก อีกทั้งช่วงกลางวันมีแสงยาวนาน ทำให้มีเวลาถ่ายภาพมากขึ้น
ฤดูใบไม้ร่วง — กันยายน–ตุลาคม
เป็นอีกช่วงที่น่าสนใจ เพราะอากาศเริ่มเย็นลง ภูมิทัศน์มีบรรยากาศดรามาติกมากขึ้น และช่วงกลางคืนเริ่มมีโอกาสชม แสงเหนือ (Northern Lights) หากท้องฟ้าเปิดและมีกิจกรรมของแสงออโรราเหมาะสม
ฤดูหนาว — พฤศจิกายน–มีนาคม
เหมาะสำหรับคนที่ต้องการสัมผัส Vestrahorn ในบรรยากาศหิมะและลุ้นชมแสงเหนือ แต่ต้องเตรียมตัวเรื่องสภาพอากาศและถนนเป็นพิเศษ เพราะบริเวณไอซ์แลนด์ตะวันออกเฉียงใต้สามารถมีลมแรง หิมะ และน้ำแข็งบนถนนได้
ช่วงแนะนำโดยรวม: หากต้องการทั้งวิวสวยและโอกาสชมแสงเหนือ กันยายน–ตุลาคม เป็นช่วงที่น่าสนใจมาก แต่หากเน้นถ่ายภาพภูเขาและชายหาดแบบเดินทางง่าย ฤดูร้อนจะสะดวกกว่า
