
02
Sep
ไอซ์แลนด์
Sólheimasandur Plane Wreck Iceland ซากเครื่องบินกลางทะเลทรายสีดำ
ลองจินตนาการว่ากำลังเดินอยู่บนพื้นที่สีดำกว้างสุดลูกหูลูกตา ไม่มีต้นไม้ ไม่มีอาคาร และแทบไม่มีสิ่งใดอยู่รอบตัว ก่อนจะพบกับ ซากเครื่องบินสีเงินที่นอนสงบนิ่งอยู่กลางผืนทรายสีดำ ภาพแปลกตานี้คือหนึ่งในแลนด์มาร์กที่โด่งดังที่สุดของชายฝั่งทางใต้ของไอซ์แลนด์ นั่นคือ Sólheimasandur Plane Wreck
Sólheimasandur เป็นพื้นที่ราบกว้างที่เกิดจากตะกอนและทรายซึ่งถูกพัดพามาจากธารน้ำแข็งและน้ำหลากจากระบบภูเขาไฟ Katla ใต้ธารน้ำแข็ง Mýrdalsjökull จนกลายเป็นภูมิประเทศคล้ายทะเลทรายสีดำที่ทอดยาวไปจนถึงมหาสมุทรแอตแลนติก
ส่วนซากเครื่องบินที่กลายเป็นจุดหมายของนักท่องเที่ยวนั้นคือ Douglas C-117D ของกองทัพเรือสหรัฐฯ ซึ่งประสบเหตุลงจอดฉุกเฉินที่ Sólheimasandur เมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน ค.ศ. 1973 หลังเผชิญสภาพอากาศเลวร้ายและน้ำแข็งเกาะเครื่องบิน ลูกเรือทั้งหมดรอดชีวิต และต่อมาเครื่องบินถูกทิ้งไว้บนผืนทรายแห่งนี้
กว่า 50 ปีผ่านไป ซากเครื่องบินยังคงตั้งอยู่ท่ามกลางภูมิประเทศอันเวิ้งว้าง กลายเป็นภาพที่มีเอกลักษณ์อย่างมาก และได้รับความนิยมจากทั้งนักท่องเที่ยวและช่างภาพ จนกลายเป็นหนึ่งในจุดถ่ายภาพที่ต้องมาเยือนเมื่อเดินทางตามเส้นทาง South Coast ของไอซ์แลนด์

จุดเด่นของ Sólheimasandur Plane Wreck
ซากเครื่องบินกลางทะเลทรายสีดำ
ไฮไลต์สำคัญคือซากเครื่องบินสีเทาเงินที่ตัดกับพื้นทรายภูเขาไฟสีดำอย่างชัดเจน ยิ่งในวันที่ท้องฟ้ามีเมฆหรือมีหมอกบาง ๆ บรรยากาศจะยิ่งดูเหมือนฉากจากภาพยนตร์ไซไฟ
ภูมิประเทศสุดแปลกตา
พื้นที่ Sólheimasandur เป็นผืนทรายกว้างใหญ่ที่แทบไม่มีสิ่งก่อสร้างหรือต้นไม้ ทำให้เกิดความรู้สึกโดดเดี่ยวและเหนือจริง เป็นหนึ่งในเหตุผลที่สถานที่แห่งนี้ได้รับความนิยมในการถ่ายภาพ
จุดถ่ายรูปยอดนิยม
ตัวเครื่องบินสามารถถ่ายได้หลากหลายมุม ทั้งภาพด้านหน้า ภายในลำตัว และภาพมุมกว้างที่ให้เห็นเครื่องบินขนาดเล็กท่ามกลางพื้นที่สีดำสุดกว้างใหญ่
อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันไม่ควรปีนขึ้นไปบนตัวเครื่องบิน เพื่อป้องกันความเสียหายต่อซากและลดความเสี่ยงจากอุบัติเหตุ
บรรยากาศที่เปลี่ยนไปตามฤดูกาล
ฤดูร้อนจะได้บรรยากาศของท้องฟ้าที่สว่างยาวนาน ส่วนฤดูหนาวสามารถพบหิมะและแสงในช่วงกลางวันที่สั้นลง ทำให้ซากเครื่องบินดูแตกต่างออกไปในแต่ละช่วงเวลา


เวลาเปิด-ปิด และค่าเข้าชม
Sólheimasandur Plane Wreck ไม่มีเวลาเปิด-ปิดแบบสถานที่ท่องเที่ยวทั่วไป และพื้นที่สามารถเข้าชมได้ตลอดทั้งวัน โดยข้อมูลปัจจุบันระบุว่า เข้าชมพื้นที่ได้ฟรี
ค่าใช้จ่าย
* ค่าเข้าชม: ฟรี
* ค่าจอดรถ: โดยทั่วไปไม่มีค่าเข้าชมตัวสถานที่
* รถ Shuttle: มีค่าใช้บริการแยกต่างหาก
หากไม่ต้องการเดินประมาณ 3.5–4 กิโลเมตรต่อเที่ยว สามารถเลือกใช้ Shuttle Bus ที่ให้บริการรับส่งจากลานจอดรถไปยังบริเวณซากเครื่องบิน โดยผู้ให้บริการบางรายมีรอบรถประมาณ 10:00–17:00 น. และใช้เวลาเดินทางประมาณ 10–15 นาทีต่อเที่ยว
หมายเหตุ: รอบรถและราคา Shuttle อาจเปลี่ยนแปลงตามฤดูกาล ควรตรวจสอบกับผู้ให้บริการก่อนเดินทา

วิธีการเดินทางไป
Sólheimasandur Plane Wreck ตั้งอยู่บนชายฝั่งทางใต้ของไอซ์แลนด์ ระหว่าง Skógar และ Vík บนเส้นทาง Ring Road หรือ Route 1
จาก Reykjavík
ขับรถไปทางตะวันออกตาม Route 1 ใช้เวลาประมาณ 2–2.5 ชั่วโมง จาก Reykjavík โดยขึ้นอยู่กับสภาพถนนและสภาพอากาศ
จาก Skógafoss
จากน้ำตก Skógafoss ขับไปทางตะวันออกตาม Route 1 ประมาณ 6–10 กิโลเมตร จะถึงบริเวณลานจอดรถสำหรับเดินทางไปยังเครื่องบิน
เดินจากลานจอดรถ
จากลานจอดรถต้องเดินผ่านพื้นที่ราบสีดำประมาณ 3.5–4 กิโลเมตรต่อเที่ยว รวมไป-กลับประมาณ 7–8 กิโลเมตร และใช้เวลาเดินรวมราว 1.5–2 ชั่วโมงหรือมากกว่านั้นตามความเร็วและสภาพอากาศ
ใช้ Shuttle Bus
สำหรับคนที่ไม่อยากเดินไกล สามารถเลือก Shuttle Bus ซึ่งใช้เวลาเพียงประมาณ 10–15 นาทีต่อเที่ยว จากลานจอดรถไปยังบริเวณซากเครื่องบิน
ข้อสำคัญ: ห้ามขับรถส่วนตัวเข้าไปบนพื้นที่ทรายเพื่อไปยังซากเครื่องบิน การเดินทางควรใช้เส้นทางที่กำหนด เดิน หรือใช้บริการ Shuttle ที่ได้รับอนุญาต


ช่วงเวลาท่องเที่ยวแนะนำ
มิถุนายน–สิงหาคม
เหมาะสำหรับคนที่ต้องการเดินทางง่ายที่สุด เพราะช่วงกลางวันยาว อากาศโดยรวมเหมาะกับการเดิน และมีตัวเลือก Shuttle ให้บริการ เหมาะสำหรับนักท่องเที่ยวทั่วไปและสายถ่ายภาพ
กันยายน–ตุลาคม
เป็นช่วงที่น่าสนใจมากสำหรับคนที่อยากได้บรรยากาศเงียบขึ้น แสงสวย และเริ่มมีโอกาสชม แสงเหนือ (Northern Lights) ในช่วงกลางคืน หากสภาพอากาศและกิจกรรมออโรราเอื้ออำนวย
พฤศจิกายน–มีนาคม
เหมาะสำหรับคนที่อยากได้ภาพซากเครื่องบินท่ามกลางบรรยากาศฤดูหนาว แต่ต้องระวังเป็นพิเศษ เพราะช่วงกลางวันสั้น ลมแรง หิมะ และสภาพอากาศสามารถเปลี่ยนแปลงได้อย่างรวดเร็ว ทาง Visit South Iceland ก็เตือนว่าในฤดูหนาวพื้นที่นี้มีแสงสว่างน้อยและอาจหลงทางได้ง่าย จึงควรตรวจสอบพยากรณ์อากาศและเผื่อเวลาให้เพียงพอ
ช่วงแนะนำ: หากต้องการเดินทางสะดวกและถ่ายรูปง่าย แนะนำ มิถุนายน–สิงหาคม แต่ถ้าอยากได้ทั้งบรรยากาศดรามาติกและมีโอกาสลุ้นแสงเหนือ กันยายน–ตุลาคม เป็นอีกช่วงที่น่าสนใจ

